ประชาธิปไตย

http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%...

ประชาธิปไตย (democracy) คือแนวคิดที่เชื่อว่าประชาชนมีสิทธิที่จะปกครองตนเอง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดก่อนหน้า ที่เชื่อว่าประชาชนมีชีวิตอยู่เพื่อเสริมสร้างบารมีหรือความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ หรือมีชีวิตตามความต้องการของพระเจ้า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้เป็นผลจากยุคแสงสว่าง

การนำแนวคิดประชาธิปไตยมาใช้จริงนั้นมีลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน จากประชาธิปไตยเชิงรูปแบบ ไปเป็นประชาธิปไตยเชิงเสรี และเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แม้ว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่บางประเทศก็เป็นแค่ในนาม บางประเทศเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีเสรีภาพ บางประเทศเป็นประชาธิปไตยเชิงเสรี และบางประเทศก็พัฒนาไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของรัฐบาล และมีกิจกรรมทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอ

ประชาธิปไตยนั้น กล่าวได้ว่ามีความหมายทั้งในแง่อุดมการณ์หรือลัทธิความคิดทางการเมือง และความหมายในเชิงระบอบการปกครอง โดยเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไปว่า ระบอบการปกครองที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมีกลไกเงื่อนไขรองรับศักดิ์ศรี สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของบุคคลในสังคมคือการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ถือว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจ

คำว่า “ประชาธิปไตย” มาจากภาษากรีกโบราณว่า “Democratia” เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “Demo” หมายถึง ประชาชนหรือสาธารณชนทั่วไป นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กล่าวถึงคำว่า demo หรือ demos ว่ามี 2-3 ความหมาย ความหมายแรกหมายถึง ประชาชนหรือสาธารณะชนดังกล่าวไปแล้ว อีกความหมายหนึ่งคือ ชายฉกรรจ์ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ไม่ได้เป็นทาส มีอิสระและได้แสดงตนว่าสามารถทำหน้าที่ปกป้องนครรัฐของตนเองได้

ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือสภาประชาชน หรือ “ekklesia” ซึ่งเป็นที่รวมของรายชื่อประชาชนทั้งหลาย) อีกคำหนึ่งที่ประกอบคือ “cratia” ที่มีความหมายถึง ระบอบการปกครอง อันอาจจะสรุปความหมายของประชาธิปไตยได้จากสุนทรพจน์อันลือเลื่องของประธานาธิบดีลิงคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ว่า ประชาธิปไตยคือการปกครอง “ของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” ที่ถือว่าอำนาจหน้าที่ในการปกครองประเทศจะต้องมาจากประชาชนหรือได้รับความยินยอมจากประชาชน โดยจะมีการกำหนดวิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวไว้


บทความนี้มีลักษณะที่ไม่เป็นสารานุกรม
บทความนี้ได้รับแจ้งว่ามีลักษณะไม่เป็นสารานุกรม อาจมีลักษณะคล้ายพจนานุกรม คู่มือ หรือเอกสารต้นฉบับ ซึ่งไม่ตรงตามนโยบายของวิกิพีเดีย
คุณสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้! โดยการกดที่ปุ่ม แก้ไข ด้านบน จากนั้นแก้ไขเนื้อหาให้มีลักษณะเป็นบทความสารานุกรม
หรือย้ายบทความนี้ไปยังโครงการพี่น้องที่เหมาะสม
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เงื่อนไขในการนับว่าเป็นสารานุกรม อะไรที่ไม่ใช่วิกิพีเดีย โครงการพี่น้อง และ นโยบายวิกิพีเดีย

เมื่อกล่าวถึงความหมายของคำว่าประชาธิปไตย ผู้เรียบเรียงขอนำมากล่าวโดยอ้างถึงทัศนะของนักวิชาการทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย ดังนี้

โคเฮน (Cohen 1971, 8) ได้กล่าวถึงความหมายของประชาธิปไตยใน 3 ด้าน กล่าวคือ

  1. ในด้านกว้าง ประชาธิปไตย เป็นการพิจารณาว่าประชาชนในสังคมหรือชุมชน ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐ และมีส่วนหรือบทบาทในการใช้อำนาจนั้นอย่างไร หากชุมชนใดมีความเป็นประชาธิปไตยมากย่อมหมายความว่าคนในชุมชนนั้น มีบทบาทต่อการตัดสินใจหรือการใช้อำนาจของผู้ปกครองเป็นไปในทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในชุมชนนั้น
  2. ในด้านลึก ประชาธิปไตยเป็นการพิจารณาว่าประชาชนในชุมชนหนึ่งมีบทบาทหรือส่วนร่วมทางการเมืองในอันที่จะมีอิทธิพลต่อการใช้อำนาจรัฐ ในลักษณะใดและเพียงใด ซึ่งลักษณะของมีส่วนร่วมนี้ จะส่งผลให้รัฐบาลใช้อำนาจตอบสนองตรงตามความต้องการของประชาชน
  3. ในด้านยาว ประชาธิปไตยเป็นการพิจารณาว่าประชาชนในชุมชนหนึ่ง สามารถมีบทบาทต่อการใช้อำนาจรัฐในเรื่องใดบ้าง โดยดูจากว่าคนในชุมชนนั้นมีบทบาทหรืออิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลผ่านทางนโยบายต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด

สุขุม นวลสกุล (2529, 3) กล่าวไว้ว่า ประชาธิปไตย คือการปกครองที่สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่

อมร รักษาสัตย์ (2541,6) อธิบายไว้ว่า ประชาธิปไตย มีความหมายในหลายทางได้แก่

  1. ในความหมายดั้งเดิม ประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองแบบหนึ่งซึ่งสิทธิในการตัดสินใจทางการเมืองที่พลเมืองทั้งปวงเผ็นผู้ใช้โดยตรงตามระเบียบวิธีการที่ว่าด้วยเสียงข้างมากเป็นฝ่ายชนะ การปกครองแบบนี้เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยโดยตรง” หรือ "ประชาธิปไตยทางตรง" (Direct Democracy)
  2. ประชาธิปไตยเป็นการปกครองรูปแบบหนึ่ง ซึ่งประชาชนพลเมืองใช้สิทธิอย่างเดียวกันโดยผ่านทางผู้แทนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกและรับผิดชอบต่อประชาชนพลเมืองทั้งหมด โดยที่ไม่ได้ใช้สิทธิในการปกครองตนเองโดยตรง เราเรียกประชาธิปไตยแบบนี้ว่า “ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน” (Representative Democracy)
  3. ประชาธิปไตยเป็นการปกครองรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแม้ผู้ที่มีเสียงข้างมากจะใช้อำนาจตัดสินใจในลักษณะเสียงส่วนมาก แต่ก็เป็นไปภายใต้ขอบเขตจำกัดแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ออกแบบรับรองสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิส่วนรวมบางประการ เช่น สิทธิในการพูด และในการนับถือศาสนา เป็นต้น โดยเรียกประชาธิปไตยแบบนี้ว่า “ประชาธิปไตยเสรีหรือประชาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญ” (Liberal or Constitutional Democracy)
  4. ประชาธิปไตยในอีกความหมายหนึ่งถูกนำมาใช้อธิบายระบบการเมืองหรือสังคมใด ๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลดความแตกต่างทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างอันเกิดจากการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าการปกครองในระบอบนั้นจะมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยตามความหมายทั้ง 3 ประการข้างต้นหรือไม่ เราเรียกประชาธิปไตยแบบนี้ว่า “ประชาธิปไตยทางสังคมหรือเศรษฐกิจ”

สารบัญ

แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย

วิสุทธิ์ โพธิแท่น (2524, 45) ได้อธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งสามารถสรุปได้ 3 แนวคิดดังนี้

แนวคิดแรก ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นรูปแบบการปกครอง หรือระบบการเมือง คือมีองค์กร ต่าง ๆ ในการปกครองเปิดโอกาสให้ประชาชนในส่วนร่วมในการดำเนินการปกครอง เช่น การมีสภาผู้แทนราษฎร มีพรรคการเมือง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ศาลมีอิสระจากฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

แนวคิดที่สอง ประชาธิปไตยในฐานทีเป็นอุดมการณ์ หมายความว่า ประชาชนมีความรู้สึกและยอมรับคุณค่าของประชาธิปไตยในขอบเจตแห่งกฎหมาย เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ โดยยึดถือและปฏิบัติอย่างมั่นคงตามวิถีทางแห่งกฎหมายเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักการแห่งประชาธิปไตย

แนวคิดที่สาม ประชาธิปไตยในฐานะที่ป็นวิถีชีวิต หมายความถึง การปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตยในการดำเนินชีวิตประจำวัน ประชาชนทุกคนเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ไม่ละเมิดหรือเอารัดเอาเปรียบสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น เคารพกฏหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด หากประชาชนของประเทศใดไม่ยึดถือหลักประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิตประเทศนั้นก็ไม่เรียกว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือแม้จะมีกลไกอื่นเช่นมีรัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมือง หรือมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ตาม

รากฐานและหลักการแห่งประชาธิปไตย

ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ นับได้ว่ามีพัฒนาการสำคัญมาจากระบอบการปกครองที่ประชาชนเข้ามีสิทธิเสียงในการตัดสินใจโดยตรงนับตั้งแต่สมัยนครรัฐเอเธนส์ แห่งกรีกโบราณ ย้อนหลังไปราว 3,000 ปีก่อนหน้า และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในฐานะหนึ่งในระบอบ/รูปแบบการปกครองที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองมนุษย์ในแต่ละช่วงสมัย ผ่านการประสมประสานแนวความคิดตามทัศนะของนักปรัชญาทางการเมืองในยุคต่าง ๆ โดยเฉพาะแนวความคิด/อุดมการณ์ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยที่เป็นอำนาจการปกครองสูงสุดแห่งรัฐเป็นของประชาชน อันได้แก่ อุดมการณ์เสรีนิยมสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการให้สิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคล ซึ่งเฟื่องฟูเป็นทีนิยมมาตั้งแต่ยุคหลังสมัยกลาง (post-Middle Age)

ทินพันธ์ นาคะตะ (2516, 9-12) ในบทความเรื่อง “ประชาธิปไตย: ความหมาย ปัจจัยเอื้ออำนวยและการสร้างจิตใจ” กล่าวไว้ว่า หลักเกณฑ์สำคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตยมี 4 ประการ ดังนี้

  1. อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย บริหารและตุลาการ ทั้งนี้ ในการใช้อำนาจนั้นอาจกระทำโดยตรงเช่น การชุมนุมของชาวเอเธนส์โบราณ เพื่อร่วมกันตัดสินใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือโดยวิธีอ้อม โดยประชาชนใช้อำนาจในการออกกฎหมายผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจบริหารผ่านทางฝ่ายบริหาร และใช้อำนาจตุลาการผ่านทางศาล การใช้อำนาจของประชาชนโดยวิธี อ้อมซึ่งประเทศต่าง ๆ เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักการที่ฝ่ายปกครองจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใต้การปกครองหรือประชาชน (government by consent) ดังที่แรนนี่ (Austin Ranney 1958, 176-179)ได้เคยกล่าวไว้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2519, 10) อธิบายว่า หลักการการปกครองโดยความยินยอมของประชาชนนี้ ถือตามทัศนะของล๊อค (John Locke) นักปรัชญาการเมืองชื่อดังของโลกตะวันตกที่ว่า โดยธรรมชาตินั้น มนุษย์มีสิทธิ สังคมและรัฐจัดตั้งขึ้นโดยเป้าหมายอย่างเดียวคือการปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน หลักการดังกล่าวนี้อาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่าเป็นหลักการในการกำหนดระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เกี่ยวกับการได้มาซึ่งอำนาจตัดสินตกลงตามแบบประชาธิปไตย เช่น การมีรัฐธรรมนูญ การมีการเลือกตั้งโดยเสรี การมีพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และตามหลักการนี้ ผู้ปกครองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ได้รับประชามติยินยอมจากประชาชน แม้จะมีความชอบด้วยกฎหมายก็ถือว่าไม่มีความชอบธรรมจากประชาชนในการปกครอง
  2. หลักความเสมอภาคของบุคคล กล่าวคือ ถือว่าบุคคลมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน ทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในเรื่องฐานะของบุคคล ไม่ว่าชาติวุฒิ หรือคุณวุฒิของบุคคลนั้น ๆ จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะความเสมอภาคเท่าเทียมกันทางการเมือง ซึ่งหมายความว่า ประชาชนพลเมืองทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในกระบวนการตัดสินใจในนโยบายการปกครองประเทศ โดยยึดหลักการสำคัญว่า “คนเดียวมีสิทธิลงคะแนนได้เสียงเดียว” (one man, one vote) และโอกาสเท่าเทียมกันเช่นว่านี้ จะต้องประกอบด้วยเสรีภาพ ไม่ถูกบังคับหรือกำหนดให้เลือก การมีสิทธิตามกฎหมายของประชาชนพลเมืองในการออกเสียงเลือกตั้งของประเทศสหภาพโซเวียต ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กำหนดตัวเลือกมาให้ ก็ไม่เรียกว่า มีความเสมอภาคกันในทางการเมือง (Ranney 1958, 178)
  3. การยึดถือเจตนารมณ์ของปวงชน หลักการนี้ยืนยันอำนาจของประชาชนในข้อแรก กล่าวคือ ถือว่าในการที่จะพิสูจน์ให้เห็นโดยแน่ชัดว่าผู้ปกครองเป็นเพียงตัวแทนที่ใช้อำนาจแทนปวงชนไม่ใช่อำนาจของตัวเอง รัฐบาลจะต้องดำเนินการหรือจัดทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งตามเจตนารมณ์ของปวงชน โดยวิธีการปฏิบัติเพื่อย้ำหลักการนี้ได้แก่ การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือกตั้งรัฐบาลเป็นครั้งคราว หรือการกำหนดให้มีกลไกทางสถาบันบางอย่างเช่น การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล บทบัญญัติคุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและอภิปรายเพื่อก่อประชามติ หรือวิธีการให้ประชาชนร่างกฎหมายโดยตรง เป็นต้น (Ranney 1958, 178)
  4. การยึดถือหลักการปกครองโดยเสียงข้างมาก และเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย เนื่องจากในสังคมหนึ่ง ๆ นั้นมีสมาชิกจำนวนมาก ย่อมเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะมีความเห็นพ้องหรือมีเจตนารมณ์อย่างเดียวกันไม่ได้ทั้งหมด การใช้อำนาจปกครองของประชาชนจะเป็นไปได้ จะต้องใช้หลักการของเสียงข้างมาก และการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ เป็นกรรมวิธีทางปฏิบัติของหลักเกณฑ์นี้ แต่เพราะเราไม่มีทางที่จะแน่ใจได้ว่าคนกลุ่มใหญ่จะใช้วิจารณญาณของเขาไปในทางที่ถูกที่ควรได้ทุก ๆ คราว คนกลุ่มใหญ่ก็อาจถูกอิทธิพลของอารมณ์ได้ในบางโอกาส หรือเกิดความเมามันในอำนาจ ซึ่งเป็นไปได้อย่างมาก และเคยปรากฎมาหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมาตรการป้องกันมิให้มีการกดขี่ข่มเหงคนกลุ่มน้อยเกิดขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเผด็จการของคนส่วนใหญ่

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2529, 212) ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญของประชาธิปไตยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะต้องได้รับความคุ้มครองพอสมควร และความคุ้มครองนี้ควรมีขั้นต่ำตามที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศไว้ว่าเป็นสิทธิมนุษยชน (ขยายความได้ว่าคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ-ผู้เรียบเรียง)
  2. ประชาชนใช้สิทธิดังกล่าวนี้เพื่อทำให้ตนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ทั้งด้านนิติบัญญัติและในด้านบริหาร โดยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
  3. ในการใช้สิทธิเสรีภาพและในการใช้อำนาจอธิปไตยนั้น บุคคลแต่ละคนจะต้องมีความเสมอกันต่อกฎหมายด้วย
  4. การใช้อำนาจให้ความยุติธรรมในทางศาล ต้องเป็นอิสระจากการบริหารราชการแผ่นดิน
  5. ความเสมอภาคจะต้องกินความจากการเมือง ออกไปสู่เศรษฐกิจและระบบสังคม
  6. ในการใช้สิทธิและเสรีภาพของเอกชน จะต้องใช้โดยไม่ก้าวก่ายและเป็นปรปักษ์ซึ่งกันและกัน

ในทัศนะของ อมร รักษาสัตย์ (2541, 7-9) ประชาธิปไตยนั้นมีสาระและหลักการสำคัญในหลายประการดังนี้

  1. ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด
  2. รัฐบาลได้อำนาจมาจากประชาชนหรือโดยความยินยอมของประชาชน
  3. ในประเทศขนาดใหญ่ที่ใช้ประธิปไตยทางอ้อม จะต้องมีการเลือกตั้งผู้แทนและพนักงานของรัฐอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยประชาชนสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้โดยอิสระ
  4. สถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่ในการตัดสินใจทางการเมืองหรือกำหนดนโยบายสาธารณะ ต้องตั้งขึ้นโดยวิถีทางแห่งการแข่งขัน เพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงความเห็นชอบของประชาชน
  5. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตลอดเวลา โดยกระทำผ่านกลไกต่าง ๆ หรือใช้สิทธิแสดงบทบาทต่าง ๆ ได้โดยตรง
  6. รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ประชาชนมีสิทธิในการติชมควบคุมการทำงานของรัฐบาลตอลดเวลา และมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีการที่กำหนดไว้
  7. อำนาจการปกครองประเทศต้อไม่อยู่ในกำมือของคนคนเดียว หรือกลุ่มกลุ่มเดียว ต้องมีการแบ่งอำนาจปกครองประเทศอย่างน้อยในระดับหนึ่ง
  8. รัฐบาลต้องมีอำนาจจำกัด มีการแบ่งและกระจายอำนาจ มีการตรวจสอบและถ่วงดุลหรือคานอำนาจซึ่งกันและกัน
  9. หน้าที่หลักของรัฐบาลคือการส่งเสริมปัจเจกชน เสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพของพลเมือง
  10. การตัดสินใจที่สำคัญต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก โดยคำนึงถึงสิทธิของเสียงข้างน้อย
  11. ประชาชนมีความเสมอภาคในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความเสมอภาคตามกฎหมาย และความมีโอกาสเท่าเทียมกันในทุกด้าน ทุกคนมีศักดิ์ศรี และไม่มีผู้ใดมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น
  12. ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง โดยรัฐบาลให้หลักประกัน และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเหล่านั้น อย่างน้อยก็ในด้านสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ
  13. ประชาชนต้องมีอิสระในการพูด การพิมพ์ การแสดงความติดเห็น การร่วมชุมนุม การตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในกการปกครองประเทศได้จริง และอย่างมีข้อมูลข่าวสาร
  14. รัฐบาลต้องใช้หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ผู้เรียบเรียงได้รวมรวมทัศนะของนักวิชาการและปวงผู้รู้หลายท่านเกี่ยวกับประชาธิปไตยสมัยใหม่ สรุปความได้ว่าประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้น หยั่งอยู่บนรากฐานหลักการที่สำคัญใน 5 ประการดังนี้

  1. หลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) เพื่อแสดงออกถึงอำนาจในการปกครองของประชาชนโดยแท้จริง ประชาชนจะแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของโดยใช้อำนาจที่มีตามระบบที่ยึดถือ (หรือกระบวนการเลือกตั้งอย่างอิสระและทั่วถึง) ในการกำหนดตัวผู้ปกครองและผู้แทนของตน อำนาจที่ว่านี้ ตามทัศนะของนักปรัชญาการเมืองหาได้มีแต่อำนาจในการแต่งตั้งคัดสรรผู้แทนของประชาชนไปทำหน้าที่ปกครองเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงอำนาจในการถอนถอน (Recall and Revolt)ผู้แทนที่ประชาชนเห็นว่า มิได้ปกครองในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมหรือโดยสภาพประการอื่นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นบทกฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติรับรองให้อำนาจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง สามารถเข้าชื่อกันเพื่อยื่นถอดถอนนักการเมืองที่ทำหน้าที่บริหาร ซึ่งมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ เป็นต้น
  2. หลักเสรีภาพ (Liberty) ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เสรีภาพหมายความถึง ความสามารถในการกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บุคคลต้องการ ตราบเท่าที่การกระทำของเขานั้น ไม่ไปละเมิดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงของประเทศชาติ (ดูรายละเอียดความหมายใน “LIBERTY” )
  3. หลักความเสมอภาค (Equality) ในระบอบการปกครองแบบนี้ มีสาระสำคัญประการหนึ่งอยู่ที่การเปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถเข้าถึงทรัพยากรและคุณค่าต่าง ๆ ของสังคมที่มีอยู่จำกัดอย่างเท่าเทียมกัน บุคคลจะย่อมไม่ถึงถูกกีดกันด้วยสาเหตุแห่งความแกต่างทางชั้นวรรณะทางสังคม ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ฐานะทางเศรษฐกิจหรือด้วยสาเหตุอื่น ซึ่งโดยประการสำคัญแล้ว มนุษย์นั้น มีความเท่าเทียมกันแต่พื้นฐานที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุขในสังคมและเท่าเทียมกันในเชิงโอกาสในการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตภายใต้กฎหมาย หลักการประการนี้ ได้ถูกนำไปบัญญัติเป็นคติของกฎหมายว่า “บุคคลย่อมเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย” ซึ่งสัมพันธ์กับหลักการในประการถัดไป
  4. หลักการการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักการนี้ มีขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพในทรัพย์สิน การแสดงออก การดำรงชีพ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบรรดาสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งมวลของปัจเจกบุคคล และโดยหลักการนี้ ผู้ปกครองไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ อันละเมิดต่อกฎหมายกระทำต่อประชาชนได้ ไม่ว่าจะในเชิงการลิดรอนเพิกถอนอำนาจของประชาชนด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพหรือด้วยวิธีการอื่นใด แม้ในทัศนะหนึ่งของนักคิดบางท่านเช่น เวเบอร์ (Max Weber) ที่ว่า รัฐเป็นองค์กรที่ผูกขาดการใช้อำนาจการปกครองเหนือประชาชนก็ตาม หลักการสำคัญนี้ มักจะถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายสูงสุดของรัฐ อาทิในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย
  5. หลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) ด้วยเหตุที่การปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดตัวผู้ปกครอง การเลือกตั้งผู้แทนของประชาชนเข้าสู่ระบบการเมือง หรือแม้แต่การตัดสินใจในบรรดาภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการ ย่อมต้องถือเอาเสียงข้างมากที่มีต่อเรื่องนั้น ๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสินทางเลือก ภายใต้เป้าประสงค์ที่จะให้สอดคล้องหรือเป็นตัวแทนที่สะท้อนความต้องการ/ข้อเรียกร้องของประชาชนหมู่มาก อย่างไรก็ดี ในระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือไปจากการยอมรับต่อเสียงข้างมากแล้ว ยังมีหลักคิดให้เคารพให้คุ้มครองเสียงข้างน้อยที่เรียกว่า “Minority Rights” ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า ฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้วิธีการพวกมากลากไปตามความเห็นหรือกระแสความนิยมบางอย่างเกินกว่าความเหมาะสม

หลักการพื้นฐานหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายสูงสุดของระบบการเมืองในรูปของกรอบอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) ในการกำหนดกระบวนการทางการเมืองระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง ตลอดจนถึงการกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจหลักการเมือง (Form of Government) ในทัศนะของ เชาวนะ ไตรมาศ (2547, 86-87) ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่หลักเกณฑ์ประกอบ 3 ประการสำคัญคือ

  1. การปกครองของประชาชน (Rule of People) เป็นหลักยึดพื้นฐานในการแสวงหาสิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของการเมืองการปกครอง (Goal of rule) ซึ่งเป็นนัยของการสร้างพันธะยึดเหนี่ยวที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็คือ การกำหนดให้อำนาจสูงสุดในการเมืองการปกครองหรืออำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาล (popular Sovereignty) นั่นเอง ดังเช่น การกำหนดให้ผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้งทั่วไป โดยการเปิดให้มีการออกเสียงของประชาชน (General election by universal suffrage) หรือการกำหนดให้การใช้อำนาจของผู้ปกครอง ต้องอยู่บนพื้นฐานความยินยอมของประชาชน (Consent of people) เป็นต้น
  2. การปกครองโดยประชาชน (Rule by People) เป็นหลักยึดพื้นฐานของการแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า กระบวนวิถีทางการเมืองการปกครอง (Mode of rule) ซึ่งเป็นนัยของการสร้างกระบวนการทางการเมืองการปกครองให้รองรับการกำกับควบคุมของประชาชน ในรูปของการสร้างวิถีทางในการใช้สิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน คู่ขนานไปกับวิถีทางในการใช้อำนาจของผู้ปกครองที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชน (People responsibility and responsiveness) พร้อมกันไป ซึ่งเป็นวิถีทางของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนผู้รับการปกครองนั่นเอง ดังเช่น การกำหนดให้ใช้เสียงข้างมากในการปกครอง โดยเคารพเสียงข้างน้อย (Majority Rule and Minority Right) เป็นต้น
  3. การปกครองเพื่อประชาชน (Rule for People) เป็นหลักยึดพื้นฐานในการแสวงหาสิ่งที่เป็น ความชอบธรรมของรัฐบาลที่ยุติธรรม (Legitimacy of Justice Government) ซึ่งเป็นนัยของการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจขององค์กรรัฐบาลให้สอดคล้องกับครรลองของระบอบการเมืองการปกครอง อันเป็นการสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้อำนาจการปกครองที่ยุติธรรมของรัฐบาล และการได้รับความยินยอมจากประชาชนในความชอบธรรมของการใช้อำนาจปกครองนั้นด้วย เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การใช้อำนาจปกครองของรัฐบาลจะไม่บิดพลิ้ว (abuse of power) บิดเบือนไปจากกฎหมายอันเป็นตัวแทนเจตนารมณ์ร่วมของประชาชนที่เรียกว่า สัญญาประชาคม ซึ่งจะเป็นหนทางในการเอื้อประโยชน์ให้เกิดความยุติธรรมในการปกครองได้ ในที่สุด

คุณลักษณะอันแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (2543, 69) ราชบัณฑิตไทย อธิบายไว้ว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นมีลักษณะบ่งชี้สำคัญ 4 ประการ ซึ่งไม่ว่ารูปแบบการปกครองของประเทศจะเป็นแบบรัฐสภา (Parliamentary Government) การปกครองแบบประธานาธิบดี (Presidential Government) หรือแบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi-presidential Government) หรือแบบเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (Direct-election of Premiership Form of Government) และในอีกทำนองหนึ่ง แม้ประเทศต่าง ๆ จะอ้างว่าประเทศของตนปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะดดยการตั้งชื่อรัฐตน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น อดีตสหภาพโซเวียตก็ตาม แต่ถ้าหากขาดคุณลักษณะทั้ง 4 ประการนี้ ก็ไม่นับว่าประเทศนั้นปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย คุณลักษณะสำคัญของความเป็นประชาธิปไตย 4 ประการดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย คือ ประชาชนมีอำนาจสูงสุด ในรัฐ
  2. ประชาชนทุกคนในรัฐมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ตลอดจนมีสิทธิเสรีภาพในขอบเขตของกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
  3. การดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐนั้น ถือเอามติของเสียงข้างมากเป็นเครื่องตัดสิน แต่ในเวลาเดียวกันเสียงส่วนน้อยหรือคนส่วนน้อยในรัฐจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่ป้องกันมิให้ประชาชนส่วนใหญ่กดขี่ข่มเหงอย่างผิดทำนองคลองธรรม
  4. กระบวนการของประชาธิปไตย คือวีธีการปกครองที่ได้รับความยินยอมพร้อมใจของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงออกมาในรูปของการเลือกตั้ง การปภิปราย การออกเสียงประชามติ การเสนอร่างกฎหมายของประชาชน เป็นต้น

รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ธงชัย วงศ์ชัยสุวรรณ (2546, 4) อธิบายไว้ว่า นักวิชาการโดยทั่วไปนั้น ยังนิยมจำแนกประชาธิปไตยออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ (1) ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง (2) ประชาธิปไตยในฐานะ ของรูปแบบรัฐบาลหรือระบอบการปกครอง และ (3) ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตหรือเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง (ดู “POLITICAL CULTURE”) ของประชาชน ส่วนในเชิงทฤษฎี ดาห์ล Robert A. Dahl) ได้จำแนกประชาธิปไตยออกเป็น 3 รูปแบบคือ ประชาธิปไตยแบบแมดิสัน (madisonian Democracy) ประชาธิปไตยของปวงชน (Populistic Democracy) ซึ่งนับว่าเป็นประชาธิปไตยในอุดมคติ และประชาธิปไตยแบบโพลีอาร์คี Polyarchical Democracy) เป็นทฤษฎีประชาธิปไตยที่สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกของความเป็นจริง ในแง่ระบอบการปกครองหรือรัฐบาลแบบประชาธิปไตยนั้น สามารถจำแนกได้เป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คือ

  1. ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)
  2. ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy )
  3. ประชาธิปไตยแบบผสมกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี

แคทท์ (Helena Catt 1999, 13-18) ในผลงานเรื่อง “Democracy in Practice.” ได้จำแนกประเภทของประชาธิปไตยเพื่อให้เห็นความแตกต่างของประชาธิปไตยยิ่งขึ้นเป็น 3 รูปแบบคือ

  1. ประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) มีลักษณะสำคัญคือ ประชาชนออกเสียงลงมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับทางเลือกหรือปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบยกหรือเสนอขึ้นมาพิจารณา
  2. ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) เป็นระบอบที่เน้นให้ประชาชนปรึกษาหารือกันในทุกแง่มุมในทางเลือกหรือปัญหาที่จะต้องตัดสินใจ แล้วตกลงหรือตัดสินใจร่วมกันว่าจะเกลือหรือหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างไร
  3. ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) เป็นระบบที่ให้ประชาชนเลือกตัวแทนขึ้นมา เพื่อให้ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพวกเขา เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

ประชาธิปไตยในบริบทโลกสมัยใหม่

ความเป็นประชาธิปไตยในระบบการเมืองการปกครองของประเทศหนึ่งประเทศใด ในทางทฤษฎีและหลักการปฏิบัติแล้ว หาได้ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะด้านโครงสร้างของบรรดาสถาบันหรือกระบวนการทางการเมืองแต่เพียงด้านเดียว แต่อีกส่วนหนึ่ง ความเป็นประชาธิปไตยโดยตัวของมันเองจะธำรงอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยพลเมืองผู้มีสิทธิเสรีภาพภายใต้การรองรับของบทบัญญัติแห่งกฎหมายสูงสุดของสังคมนั้น ทำหน้าที่และรับผิดชอบมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในด้านต่าง ๆ ในอันที่จะสรรค์สร้างให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือทางการปกครองที่ตอบสนอง ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างทรงประสิทธิภาพ ให้ประชาชนบังเกิดผลเป็นความสมบูรณ์พูนสุข กระทั่งบรรลุซึ่งความสามารถในการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ (Joseph A. Schumpeter อ้างถึงใน ทินพันธ์ นาคะตะ 2538, 187) อันเป็นจุดมุ่งหมายเชิงปรัชญาของการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคม

ธงชัย วงศ์ชัยสุวรรณ (2546, 2-3) อธิบายว่า คำว่า “ประชาธิปไตย” นั้น ได้ถูกนำมาใช้ในความหมายที่คลุมเครือและสับสน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ให้ทุนการศึกษาวิจัยแก่นักวิชาการจำนวนมากกว่า 100 คน เพื่อไปทำการศึกษาวิเคราะห์การใช้คำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งปรากฎว่า ประชาธิปไตย ถูกนำไปใช้เป็นชื่อเรียกหรือคำอธิบายแก่ระบบการเมืองและสังคมทุกระบบ แม้กระทั่งระบอบการปกครองที่แทบจะกว่างได้ว่าตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ต่างก็อ้างว่าระบอบการปกครองของตนเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยตะวันตก (Western Democracy) กับประชาธิปไตยของประชาชน (People’ s Democracy) ที่นักวิชาการตะวันตกเรียกว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จ” (Totalitarian Democracy) ซึ่งทั้งสองรูปแบบดังกล่าวต่างก็ยอมรับว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด ดุจเดียวกัน เพียงแต่ต่างกันตรงการตีความว่า เสรีภาพเกิดจากรากฐานประการใด กล่าวคือ ประชาธิปไตยตะวันตกมองว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่เกิดจากความสมัครใจโดยปราศจากการใช้กำลังบังคับ ขณะที่ผ่ายประชาธิปไตยประชาชนมีความเชื่อว่า ระบบการเมืองหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง และถ้าสังคมของมนุษย์ยังไม่อาจดำเนินไปในทางที่เป็นสัจธรรมและบรรลุซึ่งสังคมการเมืองในแบบอุดมคติ ก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังบังคับเพื่อสร้างความมีเสรีภาพและความเสมอภาคอันแท้จริงให้เกิดขึ้นมา หรือประชาธิปไตยแบบตะวันตกเอง ก็มีความหลากหลายในตนเองดังเช่นสามารถแบ่งตามอุดมการณ์ได้เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) กับประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social Democracy) เป็นต้น

ความหลากหลายของประชาธิปไตยนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตถึงว่า DEMOCRACY นั้น อาจมีคำขยายด้านหน้าซึ่งทำให้เกิดความหมายและคุณลักษณะใหม่ของระบอบการปกครองจากภาษาที่ใช้ อาทิ “Semi-democracy หรือระบอบกึ่งประชาธิปไตย” “People Democracy หรือประชาธิปไตยประชาชน ในประเทศที่ค่อนข้างเป็นเผด็จการ” “Asian-Style Democracy หรือระบอบประชาธิปไตยแบบเอเชีย ซึ่งมีรูปแบบ และรายละเอียดต่างไปจากประชาธิปไตยแบบตะวันตก” หรือแม้แต่ “Thai-Style Democracy หรือระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ซึ่งก็แสดงคุณลักษณะจำเพาะของความเป็นประชาธิปไตยตามบริบทสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย” ความแตกต่างเช่นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า มีการปรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยดั้งเดิมไปผสมผสานกับแนวคิดอื่น กระทั้งเกิดความหมายใหม่และมีเงื่อนไขในทางปฏิบัติเปลี่ยนไปจากเดิม แตกต่างออกไปตามพัฒนาการของแต่ละสังคม และที่ผู้มีอำนาจปกครองเห็นว่าเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของโลกความเป็นจริง กระทั่งเคยมีผู้รวบรวมรูปแบบย่อย ๆ ของประชาธิปไตยได้มากกว่า 550 แบบ (อ้างถึงใน ธงชัย วงศ์ชัยสุวรรณ 2546, 3)

หากจะทำความเข้าใจถึงประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ นับตั้งแต่ยุดหลังการปฎิวัติประชาธิปไตยในสังคมตะวันตก อันมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม ก็พอที่จะพิจารณาได้จากคุณลักษณะในหลายประการดังนี้ (โปรดดูรายละเอียดใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ บทความเรื่อง “ความยากลำบากในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ตีพิมพ์ในวารสารสถาบันพระปกเกล้า สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากที่ลงเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต)

  1. ประชาธิปไตยสมัยใหม่อยู่ภายใต้โครงสร้างของรัฐชาติ (Nation-state) หรือรัฐสมัยใหม่ (Modern-state) ทั่วไปเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีกลไกของรัฐในการจัดการสังคมการเมืองให้เกิดระเบียบและมุ่งผสมกลมกลืนประชากรของรัฐให้เป็นหนึ่งเดียว (Assimilation of the Masses)
  2. ประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดำรงอยู่ในรัฐหรือประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นต้องสถาปนาระบบตัวแทน เพื่อเป็นปากเสียงหรือใช้อำนาจในการปกครองสังคมการเมืองแทน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่มีจำนวนมากครอบคลุมทั้งประเทศ รวมทั้งต้องมีระบบการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเป็นกระบวนการในการคัดสรรผู้แทนประชาชนทำหน้าที่ในระบบและกระบวนการทางการเมือง
  3. ประชาธิปไตยสมัยใหม่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับแนวคิดเสรีนิยมที่มองว่าการปกครองที่ดีคือการปกครองที่ได้รับความยินยอมจากประชาชน (Governing by the Popular Consent) หรือกล่าวได้ว่า มีแนวคิดอุดมการณ์เสรีนิยม (Liberalism) เป็นกรอบชี้นำทาง

ในโลกของประชาธิปไตยสมัยใหม่ (Modern Democracy) ซึ่งมีที่มาจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นรูปแบบที่มีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของระบบการเมืองนี้มากมี จากการอธิบายของฮันติงตัน (Huntington 1993, 28-29) ว่า “ธรรมชาติของประชาธิปไตย คือ อำนาจที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจประชาชนทำการเลือกตั้งผู้ปกครอง จนกลายเป็นระบอบการเมืองที่ประชาชนที่มีคุณสมบัติสามารถออกเสียงเลือกตั้ง เลือกตั้งรัฐบาล การเลือกตั้งจึงกลายเป็นหัวใจหรือสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องดำเนินการแข่งขันเพื่อให้ได้อำนาจการเมืองกันอย่าง อิสระ ยุติธรรม (Free , Fair in competition) ซึ่งจะสัมพันธ์กับการที่ให้ประชาชนมีอิสระในการพูด การเสนอข่าวและการคัดค้านหรือต่อสู้ ดังนั้นประชาธิปไตยจึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่จำกัด (Limited Authority)” ส่วนการพัฒนาการ หรือประวัติของประชาธิปไตยในสังคมตะวันตกนั้น เกิดจากประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) ในนครรัฐกรีกโบราณ แต่ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ มีประวัติศาสตร์มาประมาณ 350 ปีเศษ โดยมีธรรมชาติมาจากการค้าและศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสเเตนท์ ซึ่งก่อขึ้นในประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ในกลางศตวรรษ ที่ 17 แล้วไปขยายความเติบโตที่อเมริกาเหนือ แล้วก็ผ่านยุคการปฏิวัติประชาธิปไตยที่ที่ประเทศฝรั่งเศสในปลายศตวรรษที่ 18 ความมั่นคงของระบอบการเมืองนี้ ได้ทำให้ภูมิภาคยุโรปตะวันตกและส่วนต่าง ๆ ในตอนเหนือของทวีปอเมริกากลายเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย กระทั่งประชาธิปไตย กลายเป็นระบอบการเมืองที่ได้ลงหลักปักฐานเป็นระบอบการเมืองที่สำคัญ คู่ขนานไปกับระบอบอำนาจนิยมขึ้นมาในช่วงนั้น

ดังที่เราจะเห็นได้ว่า ประชาธิปไตยในบริบทโลกยุคใหม่ ดูเหมือนได้กลายเป็นระบอบการปกครองหรือแนวความคิดหลักในการปกครองประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะภายหลังการสิ้นสุดลงของฝักฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่คนส่วนใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ชื่นชมว่าดีไปทั้งหมดหรือไม่ ข้อวิจารณ์ต่อปัญหาดังกล่าวที่น่าสนใจคือทัศนะของ รัสเทาว์ (Dankwart Rustow 1970 อ้างถึงใน เบ๊นท์ ฟริเบียร์ 2546, 268-269) ที่ว่า การที่ประชาธิปไตยของรัฐหรือประเทศหนึ่ง จะมีวิวัฒนาการมาเป็นดังที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้นั้น อาจจะมิได้เป็นเพราะประชาชนต้องการรูปแบบรัฐบาลแบบนี้ หรือมิได้เป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่ ได้บรรลุการยอมรับซึ่งฉันทามติหรือมีความเห็นพ้องต้องกัน (consensus) ในเรื่องคุณค่าพื้นฐานต่าง ๆ (basic value) ของความเป็นประชาธิปไตยแต่ประการใด หากแต่ในทางหนึ่ง อาจเป็นเพราะกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง เกิดสภาพการยอมรับว่าตนเองนั้นคงไม่สามารถหรือเป็นการยากที่จะมีอำนาจครอบงำเหนือไปกว่ากลุ่มอื่น อันก่อให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องปรองดองกันในระดับหนึ่ง เพื่อกลุ่มของตนดำรงสถานะอยู่ได้ในระบบการเมือง (เรียบเรียงโดย ผู้เขียน)

เนื้อหาสาระของประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร มีนักวิชาการมากมายที่เสนอความหมาย และแนวความคิดประชาธิปไตย ฮันติงตันและดาย (Samuel Huntington 1993, 32-39 ;Thomas Dye 1987, 164-166) ได้เสนอรายละเอียดเปรียบเทียบเกี่ยวกับแนวความคิดและแนวทางการดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยต่างกันระหว่างประชาธิปไตยแบบอเมริกา เพราะถือว่าประชาธิปไตยแบบอเมริกานั้น เป็นรูปแบบที่มีอิทธิพลต่อโลกประชาธิปไตยอย่างในสมัยปัจจุบันนี้ว่าที่ลักษณะหรือบทบัญญัติ คือ

  1. ประชาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญ ที่มาจากรากฐานของข้อตกลงคอนเนคติกัต1638 (The Fundamental Orders of Connecticut)
  2. เน้นความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism) และสิทธิธรรมชาติ (Natural Rights) เป็นทัศนะของนักคิดในยุคแสงสว่างทางปัญญาแห่งศตวรรษที่ 18 เช่น จอห์น ล๊อค (John Locke)
  3. อำนาจเป็นของประชาชน จากการนำแนวความคิดของการท้าทายหรือถ่วงดุลและตรวจสอบ (checks and balance) โดยรัฐบาลมีอำนาจจำกัด (Limited Government) นั้นก็คือว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองประชาชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จนกลายเป็นฐานของแนวความคิดคนชั้นกลาง คนทำงานเป็นกลไกขับเคลื่อนประชาธิปไตย
  4. สิทธิ เสรีภาพ ปัจเจกบุคคลและความเสมอภาค ส่งผลต่อสิทธิส่วนบุคคลอำนาจการเมืองเป็นของประชาชน รัฐบาลมีอำนาจจำกัด รัฐบาลท้องถิ่นเสียงข้างมากและรัฐบาลที่ดี
  5. โครงสร้างการเมืองมาจากการเลือกตั้ง 2 สภาคือการเลือกฝ่ายบริหารและคณะผู้บริหารโดยตรง และการเลือกรัฐบาลท้องถิ่น

จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือแบบอเมริกานี้ เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลค่อนข้างมาก หรือให้ความสำคัญและเคารพกับความเป็นส่วนตัว ในลักษณะของการบูชาลัทธิปัจเจกนิยม (Individualism) ที่สามารถแสดงออกได้ทั้งการมีส่วนร่วมในทางการเมือง การปกครอง โดยคนส่วนมาก และคำนึงถึงสิทธิของบุคคลส่วนน้อย การให้คุณค่าต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาคเท่าเทียมกัน (Individual Participation, Majority Rule and Minority Rights, the Value of Individual Dignity and Equality of Opportunity) (Dye 1987, 164-166)

ส่วนประชาธิปไตยแบบเอเชียถูกกำหนดมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ความเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและพื้นฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิม “ขงจื้อ” (Confucian Culture) (Huntington 1993, 36-39) ที่เน้นคุณธรรมของความกตัญญู การผสมกลมกลืน การเกื้อกูล ความร่วมมือความสัมพันธ์แบบดิ่งมากกว่าความเห็นร่วมกัน สิทธิของบุคคล สิทธิมนุษยชนและการแข่งขันทางการเมือง

ค่านิยม วิถีชีวิตและคุณลักษณะชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย

วิท (Daniel Wit 1953, 112-121) ได้กล่าวถึงค่านิยมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตยไว้ดังนี้

  1. เป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
  2. มีทัศนคติหรือความเชื่อว่า รัฐและรัฐบาลเป็นเครื่องมือของสังคม
  3. ยึดถือค่านิยมพื้นฐานเรื่องความเป็นปัจเจกชน
  4. มีความเชื่อในสิทธิในการปฏิวัติของมวลชน

อีเบนสไตน์ (Ebenstien 1973, 142-152) กล่าวไว้ว่า บุคคลที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะมีคุณลักษณะดังนี้

  1. เป็นคนทีมีเหตุผล ยอมรับความจริง เคารพในศีลธรรมและส่วนรวม
  2. มีความเคารพซึ่งกันและกันและมีความสามัคคีอันดี
  3. ถือหลักของการทำงานร่วมกัน
  4. เคารพกฎหมายและดำเนินชีวิตในกรอบของกฏหมาย

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2523, 23) ได้เสนอข้อคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของคนที่มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย ไว้สรุปได้ดังนี้

  1. เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่นิยมการยอมตามความคิดเห็นของผู้อื่น เว้นแต่จะถูกชักจูงให้คล้อยตามได้ นอกจากความเห็นนั้นมีเหตุผลที่ควรจะเชื่อถือ
  2. เป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสภาพใหม่ ๆ ได้ง่าย
  3. เป็นคนที่มีความรับผิดชอบผูกพันกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป
  4. ไม่มีอคติต่อผู้ที่มีความแตกต่างจากตน เช่น นับถือศาสนาอื่น หรือเชื้อชาติอื่น เป็นต้น
  5. คิดถึงคนอื่นในฐานะที่คนคนนั้นเป็นตัวของเขา ไม่ใช่เป็นการจัดประเภทให้เขา เช่น ไม่ไปเรียกเขาว่า “พวกหัวรุนแรง” หรือ “พวกฝ่ายซ้าย” โดยไม่มีเหตุผล
  6. มองโลกในแง่ดีเสมอ มีศรัทธาและความหวังต่อชีวิต
  7. ไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้ยิ่งใหญ่ง่าย ๆ แม้ว่าจะยอมรับในอำนาจ แต่อำนาจนั้นต้องมีเหตุผลและมีความชอบธรรม

บรรณานุกรม

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. 2543. พื้นฐานรัฐศาสตร์กับการเมืองในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: โครงการปริญญาโทรัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เชาวนะ ไตรมาศ. 2547. ศาลรัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระบบนิติรัฐ ใน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. รวมบทความทางวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระบบนิติรัฐ. หน้า 81-114 กรุงเทพฯ: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ.

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2519. ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์กับการเมืองไทย. กรุงเทพฯ: พิฆเณศ

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2523. ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์. กรุงเทพฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์

ทินพันธ์ นาคะตะ. 2517. “ประชาธิปไตย: ความหมาย ปัจจัยเอื้ออำนวย และการสร้างจิตใจ.” วารสารธรรมศาสตร์ 3:2 (กุมภาพันธ์)

ทินพันธ์ นาคะตะ. 2538. รัฐศาสตร์ : ทฤษฎี แนวความคิด ปัญหาสำคัญและแนวทางการศึกษาวิเคราะห์การเมือง. กรุงเทพฯ: โครงการ เอกสารและตำราคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ธงชัย วงศ์ชัยสุวรรณ. 2546. “ประชาธิปไตย: เส้นทางเดินจากประชาธิปไตยโดยตรงสู่ประชาธิปไตยแบบตัวแทน.” รัฐศาสตร์สาร 24: ฉบับพิเศษ (พฤศจิกายน)

ป๋วย อึ๊งภากรณ์. 2529. “ประชาธิปไตยของไทย.” สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับครบรอบ 30 ปี.

วิสุทธิ์ โพธิแท่น. 2524. ประชาธิปไตย : แนวคิด และตัวแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สุขุม นวลสกุล. 2529. “ความสำคัญของนโยบายพรรคการเมือง.” แนวหน้ารายวัน (12 กรกฎาคม)

อมร รักษาสัตย์. 2541. การศึกษากับการพัฒนาประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: เจริญผล

Catt, Helena. 1999. Democracy in Practice. London and New York: Routledge

Cohen, William C. 1971. Democracy. New York: The Free Press

Dye, Thomas R. 1987. Power & Society : An Introduction to the Social Sciences. Brooks: Cole.

Ebenstien. W. 1973. Today’ s Ism. Englewood Cliff, New Jersey: Prentice-Hall

Hewison, Kevin (ed) 1997. Political Change in Thailand : Democracy and Participation. Western Australia: Routledge.

Huntington, Samuel P. 1993. American Democracy in Relation to Asia. In Robert Bartley, Chan Heng Chee, Samuel P. Huntington, Shijuro Ogata. eds. Democracy & Capitalism : Asian and American Perspectives. Institute of Southeast Asian Studies.

Ranney, Austin. 1958. The Governing of Men. New York: Hold, Reinhart and Winston

Rustow, Dankwart. 1970. “Transition to Democracy: Toward a Dynamic Model.” Comparative Politics April) อ้างถึงใน พริเบียร์ เบ๊นท์. 2546. ฟื้นสังคมศาสตร์: ทำไมการวิจัยทางสังคมศาสตร์จึงล้มเหลว และจะทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร. อรทัย อาจอ่ำ. ผู้แปล. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

Wit, Daniel. 1953. Comparative Political Institutes. New York: Hold, Reinhart and Winston



ป้ายบอกทาง